วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ข อ ง เ ค รื อ ข่ า ย

ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ข อ ง เ ค รื อ ข่ า ย
 
ในโลกแห่งอุดมคติ ผู้ใช้เครือข่ายไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครเข้ามาลักลอบใช้บัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือผู้ดูแลระบบไม่ต้องตรวจจับว่าเซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการมีผู้เข้ามาก่อกวนระบบหรือทำลายข้อมูล และบริษัทที่ประกอบธุรกิจไม่ต้องติดตั้งระบบป้องกันภัย เพราะจะไม่มีผู้ลักลอบเข้ามานำข้อมูลทางการค้าที่สำคัญนำไปให้กับบริษัทคู่แข่ง แต่ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างเช่น อินเทอร์เน็ตนั้น
การบุกรุก ก่อกวน ลักลอบใช้ และทำลายระบบเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันของสังคมเครือข่าย และหลายต่อหลายครั้งที่เป็นกรณีใหญ่ที่สร้างความเสียหายเข้าขั้นอาชญากรรมทางเครือข่าย ไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัดว่ามีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกเป็นจำนวนเท่าใด นอกจากจะคาดประมาณไว้ว่าน่าจะมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ราว 100 ล้านคน
ใช้งานโฮลต์ที่ต่อเชื่อมอยู่ราว 10 ล้านเครื่องในเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันนับแสนเครือข่าย สังคมซึ่งเป็นที่รวมของผู้คนจำนวนมากเช่นอินเตอร์เน็ตนี้ย่อมมีผู้คนส่วนหนึ่งที่เป็นนักสร้างปัญหา และก่อกวนสร้างความเสียหายให้ระบบ นับตั้งแต่มือสมัครเล่นที่ทำเพื่อความสนุกไปจนกระทั่งถึงระดับอาชญากรมืออาชีพ
 ปรัชญาความปลอดภัยในอินเทอร์เน็ต

          อินเทอร์เน็ตมีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด? คำถามนี้ดูเหมือนจะตอบโดยรวมได้ยาก เนื่องจากขอบเขตของอินเทอร์เน็ตครอบคลุมเครือข่ายจำนวนมากมาย บางทีเครือข่ายอาจไม่มีระบบป้องกันใดๆ แครกเกอร์มือสมัครเล่นอาจเข้าไปสร้างความยุ่งยากได้ ระบบคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ในอินเทอร์เน็ตที่ทำหน้าที่เป็นตัวให้บริการข้อมูลมักทำงานภายใต้ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์

คำถามสำคัญต่อมาก็คือ UNIX เป็นระบบที่มีความปลอดภัยเพียงใด

          ยูนิกซ์เป็นระบบปฏิบัติการที่แรกเริ่มออกแบบขึ้นเพื่อการสื่อสารและแลกเปลี่ยนทรัพยากรข้อมูลระหว่างเครื่องโดยไม่เน้นถึงเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล จนกระทั่งเมื่อแพร่หลายออกไปสู่ภาคธุรกิจจึงได้ปรับปรุงให้มีกลไกด้านการรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่ายูนิกซ์เป็นระบบปฏิบัติการที่มีความปลอดภัยน้อยกว่าระบบปฏิบัติการอื่นๆ เนื่องจากธรรมชาติของระบบปฏิบัติการแบบเปิดหรือกึ่งเปิดที่มีให้เลือกใช้อย่างแพร่หลายย่อมจะมีช่องทางให้ค้นหาจุดอ่อนด้านความปลอดภัยได้ง่าย หากจะขีดวงจำกัดอยู่เฉพาะในระบบปฏิบัติการยูนิกซ์เพียงอย่างเดียวและแยกพิจารณาถึงยูนิกซ์เชิงการค้า เช่น โซลาริส เอไอเอ็กซ์ เอชพี-ยูเอ็กซ์ ไอริกซ์
หรืออัลทริกซ์ กับยูนิกซ์ที่เป็นสาธารณะ เช่น ลีนุกซ์ หรือฟรีบีเอสดี ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่ายูนิกซ์เชิงการค้ามีความปลอดภัยสูงกว่ายูนิกซ์ที่เป็นสาธารณะ แต่เนื่องจากรูปแบบที่มีให้บริการอย่างหลากหลายเมื่อมองโดยภาพรวมแล้วจึงกล่าวได้ว่าความปลอดภัยในยูนิกซ์มีจุดอ่อนให้โจมตีได้มาก

การระมัดระวังรักษาความปลอดภัยในระบบเครือข่ายจึงไม่ใช่เพียงแต่พึ่งพาขีดความสามารถของระบบปฏิบัติการเท่านั้นแต่ยังต้องการ นโยบายรักษาความภัย (Security Policy) ซึ่งเป็นตัวกำหนดขอบเขตการใช้งานและมาตรการดำเนินการรักษาความปลอดภัยโดยรวมทั้งระบบ

 รูปแบบการโจมตีทางเครือข่าย
           นอกเหนือไปจากการหาช่องโหว่หรือข้อบกพร่องของซอฟต์แวร์ที่ให้บริการในเซิร์ฟเวอร์และเจาะเข้าสู่ระบบโดยได้สิทธิผู้ใช้ระดับสูงสุดแล้ว
แครกเกอร์มักใช้วิธีโจมตีเพื่อสร้างปัญหากับระบบในรูปแบบต่างๆ ที่จัดออกได้เป็นกลุ่มดังนี้
ทำลายระบบ (destructive method)
        วิธีนี้คือการใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาก่อกวนหรือสร้างภาระหนักให้ระบบ เช่น ใช้โปรแกรมสร้างภาระให้เราเตอร์หรือเมล์เซิร์ฟเวอร์หยุดการทำงานจนกระทั่งผู้ใช้ไม่สามารถเข้าใช้บริการได้ วิธีนี้ถึงแม้ไม่ได้บุกรุกเข้ามาเพื่อให้ได้สิทธิ์การใช้ระบบ แต่ก็สร้างปัญหาให้ระบบไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ กรรมวิธีที่นิยมใช้โดยทั่วไปคือ
การส่งอีเมล์ขนาดใหญ่จำนวนมาก หรือ เมล์บอมบ์ (mail bomb)
ผู้เปิดอ่านจดหมายจะเสียเวลาอย่างมากเมื่อต้องอ่านจดหมายซึ่งอาจมีจำนวนมหาศาลและมีขนาดใหญ่ เซิร์ฟเวอร์ที่ถูกโจมตีด้วยเมล์บอมบ์ปริมาณมากมักหยุดการทำงานลงในชั่วระยะเวลาสั้นๆ เนื่องจากต้องใช้ทรัพยากรระบบในการรับจดหมายที่เข้ามา
วิธีการป้องกันการโจมตีด้วยเมล์บอมบ์มีหลายวิธี เช่น ติดตั้งเมล์ที่จำกัดขนาดที่จะรับการติดตั้งตัวกรองเมล์ และการตรวจจับ และกำจัดเมล์ที่ได้รับ เป็นต้น
การโจมตีจุดบกพร่องแบบ ดอส (Dos : Denial-of-Service) แครกเกอร์ใช้วิธีเข้าไปขอใช้บริการที่เครือข่ายมีให้ โดยการขอจองทรัพยากรที่มีในระบบแบบสะสมด้วยอัตราที่รวดเร็วจนกระทั่งระบบไม่มีทรัพยากรเหลือเพื่อให้บริการผู้ใช้รายอื่น
วิธีการที่นิยมใช้คือการสร้างแพ็กเกตขอเชื่อมต่อโปรโตคอลทีซีพีจำนวนมาก(เรียกว่า TCP SYN Flooding)
หรือการสร้างแพ็กเกตขนาดใหญ่ส่งไปยังบริการไอซีเอ็มพีด้วยคำสั่ง ping (เรียกว่า ping of eath) การแก้ปัญหาการโจมตีแบบนี้จะต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ทีซีดีซึ่งไม่กันทรัพยากรระบบไว้นานเกินไปนอกจากนี้ยังมีการโจมตีในลักษณะอื่นที่เป็นที่รู้จักในหมู่แครกเกอร์ เช่น
Teardrop , LAND ,หรือ Winnuke เป็นต้น
 
การโจมตีแบบรูทฟอร์ซ (brute-force attack)
ผู้บุกรุกจะใช้โปรแกรมเชื่อมต่อด้วยเทลเน็ตไปยังเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง โปรแกรมจะคาดเดาชื่อบัญชีจากชื่อมาตรฐานทั่วไปที่มีอยู่และสร้างรหัสผ่านขึ้นมาเพื่อเข้าใช้บัญชีนั้นโดยอัตโนมัติ โปรแกรมจะมีดิคชันนารีเพื่อเป็นงานสำหรับใช้สร้างรหัสผ่านที่ตรงกับชื่อบัญชีหรือรหัสที่เขียนย้อนกลับ หรือรหัสผ่านที่เป็นคำที่พบได้ในดิคชันนารี หรือคำประสม เป็นต้น การโจมตีแบบนี้มักนิยมใช้ในหมู่แครกเกอร์มือใหม่เนื่องจากมีเครื่องมือที่หาได้ง่ายและใช้งานสะดวกแต่ก็เป็นวิธีที่ตรวจสอบและค้นหาต้นตอได้ง่ายเช่นกัน เนื่องจากเซิร์ฟเวอร์ปลายทางจะมีระบบบันทึกการเข้าใช้งานทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ
  
การโจมตีแบบพาสซีพ (passive attack)
แครกเกอร์อาจไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเจาะเข้าไปยังเครื่องปลายทางโดยตรง หากแต่ติดตั้งโปรแกรมตรวจจับแพ็กเกต (packet sniffing) ไว้ในที่ใดที่หนึ่ง(หรือที่รูจักกันดีในชื่อของสนิฟเฟอร์) เมื่อมีการเชื่อมขอใช้บริการไปยังเซิร์ฟเวอร์อื่น ชื่อบัญชีและรหัสผ่านที่ป้อนผ่านแป้นพิมพ์จะถูกบันทึกเก็บไว้และรายงานไปยังแครกเกอร์เนื่องจากข้อมูลที่วิ่งอยู่ในเครือข่ายนั้นมักเป็นข้อมูลดิบที่ไม่มีการเข้ารหัสลับ แครกเกอร์สามารถจะดักจับรหัสผ่านของทุกคนที่เข้าใช้งานระบบได้ไม่เว้นแม้แต่ผู้ดูแลระบบเองไม่ว่าผู้ใช้ใดจะเปลี่ยนรหัสผ่านไปกี่ครั้งก็ตาม แครกเกอร์ก็จะได้รหัสใหม่นั้นทุกครั้ง เทคนิคของการใช้สนิฟเฟอร์จำเป็นต้องใช้ความรู้ขั้นก้าวหน้าขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง โดยปกติแล้วการตรวจหาว่าเซิร์ฟเวอร์มีสนิฟเฟอร์ซ่อนอยู่หรือไม่อาจทำได้โดยไม่ยากนัก แต่แครกเกอร์ที่เชี่ยวชาญมักวางหมากขั้นที่สองโดยการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมตรวจสอบเพื่อไม่ให้รายงานผลว่ามีสนิฟเฟอร์ซ่อนอยู่ วิธีการป้องกันสนิฟเฟอร์อีกรูปแบบหนึ่งก็คือการใช้เซลล์ที่ผ่านการเข้ารหัสลับทำให้ไม่สามารถนำดูข้อมูลดิบได้
  
กล่องเครื่องมือแครกเกอร์
เทคนิคการเจาะเข้าสู่ระบบยูนิกซ์มีตั้งแต่วิธีพื้นๆ ที่ไม่ได้ใช้เทคนิคหรือเครื่องใด เรื่อยไปจนกระทั่งเทคนิคที่ซับซ้อน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าพวกแครกเกอร์เพียงแต่ใช้วิธีพื้นฐานง่ายๆ ก็สามารถเจาะเข้าสู่ระบบได้
  
เดาสุ่มทุกทาง
ด่านสำคัญในการเข้าสู่ยูนิกซ์คือรหัสผ่านซึ่งเก็บอยู่ใจแฟ้ม /etc/passwd รหัสผ่านในแฟ้มนี้จะผ่านการเข้ารหัสลับทำให้ไม่ทราบถึงรหัสต้นฉบับได้ แต่แฟ้ม /etc/psswd ไม่ได้เป็นแฟ้มลับ ในทางตรงกันข้ามกลับเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ทุกคนเปิดอ่านได้ แครกเกอร์ซึ่งได้แฟ้มรหัสผ่านจะนำแฟ้มไปผ่านโปรแกรมวิเคราะห์หารหัส โดยตัวโปรแกรมจะสร้างรหัสต้นฉบับขึ้นมาจากดิคชันนารีที่มีอยู่ในระบบ (เช่น ในยูนิกซ์คือ /usr/dict แล้วเข้ารหัสเพื่อนำผลที่ได้ไปเปรียบเทียบกับรหัสใน /etc/passwd โปรแกรมแกะรหัสผ่านเป็นโปรแกรมเขียนได้ง่ายต้นฉบับโปรแกรมภาษาซีอาจมีความยาวเพียง 60-70 บรรทัด อีกทั้งยังมีโปรแกรมสำเร็จที่เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว เช่น crack (ftp://ftp.cert.opg/pub/tools/crack) crack สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ให้ดูแลระบบใช้วิเคราะห์หาว่าผู้ใช้รายใดตั้งรหัสผ่านง่ายเกินไป แต่ก็มีผู้นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค ์ หนทางที่ป้องกันได้ส่วนหนึ่งก็คือผู้ใช้ทุกคนจะต้องเรียนรู้หลักการและตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก ยูนิกซ์ในระบบ System V จะใช้วิธีแยกเอาส่วนของรหัสผ่านไปเก็บไว้ในแฟ้มต่างหากอีกแฟ้มหนึ่งที่ไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ทั่วไปอ่านได้ กรรมวิธีแบบนี้เรียกว่าระบบ "shadow password"
  
สนิฟเฟอร์
สนิฟเฟอร์เป็นชื่อเครื่องหมายทางการค้าของระบบตรวจจับแพ็กเกตเพื่อนำมาวิเคราะห์และตรวจปัญหาในเครือข่าย ตัวระบบจะประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีการ์ดเครือข่ายสมรรถนะและซอฟต์แวร์ตรวจวิเคราะห์แพ็กเกต แต่ในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์จำนวนมาก ที่มีขีความสามารถระดับเดียวกับสนิฟเฟอร์ และทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งฮาร์ดแวร์เฉพาะ อีกทั้งมีแพร่หลายในแทบทุกระบบปฏิบัติการ ชื่อสนิฟเฟอร์ ในปัจจุบันจึงนิยมใช้เป็นชื่อเรียกของโปรแกรมใด ๆ ที่สามารถตรวจจับและวิเคราะห์แพ็กเกตไปโดยปริยาย
  
จารชนอินเทอร์เน็ต
ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตแรกเริ่มนั้นจำกัดอยู่เพียงกลุ่มนักวิชาการ ตราบกระทั่งเครือข่ายขยายออกไปทั่วโลกเปิดโอกาสให้บุคคลทุกระดับ
ทุกอาชีพมีสิทธิ์เป็นสมาชิกคนหนึ่งในสังคมอินเทอร์เน็ตได้ ความปลอดภัยของข้อมูลเริ่มเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ในระยะเวลาที่ผ่านมามี
การลักลอบเข้าไปใช้เครื่องในศูนย์คอมพิวเตอร์ใหญ่ ๆ หลายต่อหลายครั้ง ถึงแม้ว่าบางครั้งจะจับได้แต่ก็ต้องอาศัยความพยายามและเทคนิค
ในการสะกดรอยด้วยความยากลำบากกว่าจะทราบได้ว่าจารชนเหล่านี้แฝงกายอยู่ที่มุมใดในโลก
เรามักจะเรียกพวกที่มีความสามารถเจาะเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ว่า "แฮกเกอร์" (Hacker) ซึ่งความหมายดั้งเดิมที่แท้จริงแล้ว
แฮกเกอร์สื่อความหมายถึงผู้เชี่ยวชาญด้านโอเอสหรือระบบ สามารถเข้าไปแก้ไข ดัดแปลงการทำงานระดับลึกได้ หรือในสารบบความปลอดภัยแล้ว
แฮกเกอร์เป็นอาชีพหนึ่งที่ทำหน้าที่เจาะระบบและค้นหาจุดอ่อนเพื่อหาหนทางแก้ไขป้องกัน ส่วนพวกที่เจาะระบบเข้าไปโดยไม่ประสงค์ดีมีชื่อเรียกโดย
เฉพาะว่า "แครกเกอร์" (Cracker) พวกหลังนี้เข้าข่ายจารชนอิเล็กทรอนิกส์ที่มักชอบก่อกวนสร้างความวุ่นวายหรือทำงานเป็นมืออาชีพที่คอยล้วง
ความลับหรือข้อมูลไปขาย แต่จะทำอย่างไรได้เมื่อคำว่าแฮกเกอร์ใช้ผิดความหมายจนติปากไปโดยปริยายเสียแล้ว
  
ม้าโทรจัน
โปรแกรมม้าโทรจันเป็นโปรแกรมที่ลวงให้ผู้ใช้งานเข้าใจผิดว่าเป็นโปรแกรมปกติโปรแกรมหนึ่งที่ใช้งานอยู่เป็นประจำ แต่การทำงานจริง
กลับเป็นการดักจับข้อมูลเพื่อส่งไปให้แครกเกอร์ ตัวอย่างเช่นโปรแกรมโทรจันที่ลวงว่าเป็นโปรแกรมล้อกอินเข้าสู่ระบบ เมื่อผู้ใช้ป้อนบัญชีและรหัสผ่าน
ก็จะแอบส่งรหัสผ่านไปให้แครกเกอร์
 
ประตูกล
แครกเกอร์ใช้ ประตูลับ (backdoors) ซึ่งเป็นวิธีพิเศษเข้าสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต ความหมายของประตูลับอาจรวมไปถึงวิธีการที่
ผู้พัฒนาโปรแกรมทิ้งรหัสพิเศษหรือเปิดทางเฉพาะไว้ในโปรแกรมโดยไม่ให้ผู้ใช้ล่วงรู้ แครกเกอร์ส่วนใหญ่จะมีชุดซอฟต์แวร์ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเจาะเข้า
สู่ระบบตามจุดอ่อนที่มีอยู่ด้วยวิธีการต่าง ๆ
 
ซอฟต์แวร์ตรวจช่วงโหว่ระบบ
ในอินเทอร์เน็ตมีซอฟต์แวร์เป็นจำนวนมากที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์หารูโหว่ของระบบรักษาความปลอดภัยซอฟต์แวร์เหล่านั้นเผยแพร่โดย
ไม่คิดมูลค่าและเป็นเสมือนดาบสองคมที่ทั้งแฮกเกอร์และแครกเกอร์นำไปใช้ด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกัน ซอฟแวร์ในกลุ่มนี้ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายได้แก่
Internet Security Scanner , SATAN COPS และ Tiger เป็นต้น
 
การป้องกันและระวังภัย
ในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์หลากหลายที่ใช้เป็นเครื่องมือรักษาความปลอดภัยในระบบ ตัวอย่างวอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัย เบื้องต้นได้กล่าวไปในหัวข้อที่แล้ว ส่วนซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งเป้นระบบรักษาความปลอดภัยที่กำลังเริ่มใช้อย่างแพร่หลายได้แก่ระบบไฟร์วอลล์ (Firewall) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ทำหน้าที่เสมือนกับกำแพงกันไฟไม่ให้ลุกลามขยายตัวหากมีไฟไหม้เกิดขึ้น ไฟร์วอลล์จะอาศัยคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเป็นด่านเข้าออกเครือข่ายและเป็นเสมือนกำแพงกันไฟ และมีซอฟต์แวร์ที่ผู้ดูแลระบบจะติดตั้ง และกำหนดรูปแบบการอนุญาตให้เข้าใช้เครือข่าย อินเทอร์เน็ตมีหน่วยงาน CERT (Computer Emergency Response Team) ทำหน้าที่เป็นเสมือน "ตำรวจอินเทอร์เน็ต" คอยดูแลความปลอดภัย ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก อย่างไรก็ตาม หน่วยงาน CERT ไม่ได้มีอำนาจในการจัดการหรือจับกุมแครกเกอร์ หากเพียงแต่คอยทำหน้าที่เตือนและช่วยเหลือ ตลอดจนแจ้งข่าวเมื่อพบปัญหาด้านความปลอดภัยในระบบเพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที CERT จะประกาศข่าวเตือนภายใต้หัวข้อข่าว Comp.securily.announce เป็นประจำ
 

         ไม่ว่าระบบเครือข่ายจะมีฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ที่ดีเพียงใดในการปกป้องระบบเครือข่าย สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือผู้ใช้งานในระบบจะต้องคอยช่วย
สอดส่องดุแลและป้องกันไม่ให้ตนเองเป็นช่องทางผ่านของแครกเกอร์ผู้ดูแลระบบจะต้องคอยติดตามและหาวิธีการป้องกันและแก้ไขจุดบกพร่องของซอฟต์แวร์
ที่ใช้งาน พึงระลึกไว้ว่าไม่มีระบบเครือข่ายใดที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์จากแครกเกอร์

การรักษาความปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศในธุรกิจ


การรักษาความปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศในธุรกิจ

เทคโนโลยีสารสนเทศ คืออะไร
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT) หรือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technologies: ICTs) คือ เทคโนโลยีสองด้านหลักๆ ประกอบด้วยเทคโนโลยีระบบคอมพิวเตอร์ และ เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมที่ผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อใช้ในกระบวนการจัดหา จัดเก็บ สร้าง และเผยแพร่สารสนเทศในรูปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียง ภาพ ภาพเคลื่อนไหว ข้อความหรือตัวอักษร และตัวเลข เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความถูกต้อง ความแม่นยำ และความรวดเร็วให้ทันต่อการนำไปใช้ประโยชน์
ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
                  เทคโนโลยี่สารสนเทศมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ เป็นอย่างมาก  ตัวอย่างเช่น
1.  การศึกษา  เทคโนโลยีสารสนเทศ  ช่วยในด้านการค้นคว้าศึกษาแหล่งข้อมูล      ทำให้การศึกษาง่ายขึ้นและไร้ขีดจำกัด   ผู้เรียนมีความสะดวกในการค้นคว้าวิจัย
2.  การดำรงชีวิตประจำวัน  ทำให้มีความสะดวกคล่องตัวและรวดเร็วในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน  สามารถทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกันได้หรือทำงานใช้เวลาน้อยลง
3.  การดำเนินธุรกิจ  ทำให้มีการแข่งขันระหว่างธุรกิจมากขึ้น  ทำให้ต้องมีการพัฒนาองค์กรเพื่อให้ทันกับข้อมูลข่าวสารอยู่ตลอดเวลา
อันส่งผลต่อการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง
4.  อัตราการขยายตัวทุก ๆ ด้านที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  เพราะมีการติดต่อสื่อสารที่เจริญก้าวหน้าทันสมัย  รวดเร็วถูกต้องและ    ทำให้
เป็นโลกที่ไร้พรหรมแดน
5.  ระบบการทำงานมีคอมพิวเตอร์มาใช้ซื่อสามารถทำงานได้มากขึ้น   งานบางอย่างมนุษย์ทำไม่ได  ้ก็ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยทำงานแทนซึ่งได้ผลถูกต้องรวดเร็ว
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ  ต้องประกอบด้วย
             1.  ฮาร์ดแวร์ Hardware              
             2.  ซอฟต์แวร์  Software
             3.  อุปกรณ์ที่ใช้ในการให้บริการข้อมูลและติดต่อสื่อสาร
พื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ  ประกอบด้วยส่วนประกอบ  ดังนี้
              1.  องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์  ได้แก่                   
                              1.  ฮาร์ดแวร์ Hardware  
                              2.  ซอฟต์แวร์  Software
                              3.  ข้อมูล  Data
                              4.  บุคลากร   People  
              2.   โปรแกรมเมอร์  นักวิเคราะห์ระบบและผู้ใช้งาน  Programmer System  Analyst  และ User  เป็นบุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในงานคอมพิวเตอร์
โปรแกรมเมอร์มีหน้าที่เขียนโปรแกรมตามที่นักวิเคราะห์ได้ออกแบบไว้       ส่วนผู้ใช้จะเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อทิศทางในการพัฒนาเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์มากที่สุด
               3.  หน่วยรับข้อมูล  หน่วยประมวลผลกลาง  หน่วยแสดงผลและหน่วยเก็บข้อมูล
                              หน่วยรับข้อมูล         ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์
                              หน่วยประมวลผล      ทำหน้าที่ประมวลผลและควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด
                              หน่วยแสดงผล         ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากการประมวลผลข้อมูล
                              หน่วยเก็บข้อมูล       ทำหน้าที่เก็บข้อมูลที่รอการประมวลผล  และเก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลในระหว่างที่รอส่งไปยังหน่วยแสดงผล
                 4.  การจัดการข้อมูล  ซึ่งหมายถึงแฟ้มข้อมูล
                 5.  การประมวลผล  ประกอบด้วย  3  ขั้นตอน
                             1.  การรวมบรวมข้อมูล
                             2.  การประมวลผล
                             3.  การดูแลรักษา
การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศ 
  • การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศด้วยวิธีการเชิงกายภาพ
–                 การกำหนดสิทธิในการเข้าใช้ห้องเก็บข้อมูล
–                 การติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยของห้องเก็บข้อมูล
  • การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศด้วยวิธีการเชิงตรรกะ
–                 การเข้ารหัสข้อมูล
–                 การกำหนดให้ผู้ใช้ข้อมูลมีรหัสผ่านเพื่อการเข้าถึงข้อมูลได้
–                 การกำหนดสิทธิในการเข้าใช้ข้อมูลสารสนเทศที่แตกต่างกัน
การรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่าย
  • การรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่าย หมายถึง
–                 การรักษาความปลอดภัยของการเข้าใช้ข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่บนระบบเครือข่ายนั้นๆ
–                 การรักษาไว้ซึ่งประสิทธิภาพการส่งข้อมูลให้มีอัตราส่งคงที่ รวดเร็วและมีความถูกต้อง
–                 การป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสคอมพิวเตอร์ และสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เช่น สแปมเมล์ (spam mail) โฆษณา เป็นต้น
  • การรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่าย มี 2 ประเภท
–                 การรักษาความปลอดภัยเชิงกายภาพ
–                 การรักษาความปลอดภัยเชิงตรรกะ
1.)         การรักษาความปลอดภัยเชิงกายภาพ
  • ตัวอย่าง
–                 การใช้เครื่องมือตรวจวัดสภาพการสื่อสาร ณ อุปกรณ์เชื่อมต่อระบบเครือข่ายเพื่อบ่งบอกถึงสิทธิการเข้าสู่ระบบเครือข่ายของบุคลากรแต่ละคน
  •  อุปกรณ์
–                 อุปกรณ์เราว์เตอร์
2.)         การรักษาความปลอดภัยเชิงตรรกะ
  • ซอฟต์แวร์เพื่อการบริหารจัดการระบบเครือข่าย (Network Management Software)
  • ไฟล์วอลล์ (firewall)
  • การกำหนดเลือกว่าวิธีใดเป็นวิธีที่เหมาะสม จะต้องคำนึงถึงปัจจัย
–                 ระดับความวิกฤติหรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหากมีการบุกรุกเครือข่าย
–                 งบประมาณการดำเนินการจัดหา ติดตั้ง และบำรุงรักษา
–                 ความพร้อมด้านบุคลากรในองค์กร
ภัยแฝงออนไลน์
  • สารสนเทศมากมายมหาศาล ทั้งดีและไม่ดี ส่งตรงถึงห้องนอน
  • คนแปลกหน้า/ผู้ไม่ประสงค์ดี ใช้ไอทีเป็นช่องทางหาเหยื่อ เราอาจตกเป็นผู้ถูกกระทำหรือเป็นผู้กระทำเสียเอง
  • สังคมออนไลน์ การรวมกลุ่ม ค่านิยม แฟชั่น ทำให้เด็กและเยาวชนคล้อยตาม ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี ความฟุ้งเฟ้อ ความเชื่อผิดๆ
  • การที่ใช้งานง่าย แพร่หลาย ราคาถูก ทำให้เสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย/ผิดศีลธรรม ทั้งที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือโดยเจตนาก็ตาม
  • การใช้เวลากับของเล่นไอที/โลกออนไลน์มากจนเกินไป ส่งผลในด้านลบ อาจทำให้เสียโอกาสการเรียนรู้ในด้านอื่นๆ
การเสริมสร้างความปลอดภัยในการใช้อินเทอร์เน็ตสำหรับเด็ก
กฎสำหรับการใช้อีเมล์
  • ไม่ให้ที่อยู่อีเมล์แก่คนที่เราไม่รู้จัก
  • ไม่เปิดอีเมล์จากคนหรือองค์กร/ธุรกิจที่เราไม่รู้จัก
  • อีเมล์อาจจะมีสิ่งที่ไม่ดีมากมาย เช่น เรื่องราวที่ไม่เป็นจริง การติฉินนินทา และจดหมายลูกโซ่ที่พยายามจะเอาเงินจากกระเป๋าเรา
  • ไวรัส อาจผ่านมากับข้อมูลอีเมล์ เข้ามาสู่คอมพิวเตอร์ของเรา
  • ภาพที่ไม่เหมาะสม ผิดกฎหมาย ภาพยนตร์ อาจถูกส่งมาพร้อมกับข้อมูลอีเมล์
วิธีการจัดการกับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมที่ปรากฎบนจอคอมพิวเตอร์
  • ปิดหน้าเว็บ
  • ไม่ได้ผล ปิดเบราเซอร์ browser
  • ถ้ายังไม่ได้ผล ปิดคอมพิวเตอร์พร้อมกับแจ้งผู้ปกครองหรือครู
  • จำไว้ว่า เราสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาโดยการบอกให้คนอื่นทราบหากเราพบอะไรผิดพลาด

กฎของการแชท
  • ไม่สามารถเชื่อได้ว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นคนอย่างที่เค้าพูด
  • อย่าให้ชื่อจริง ควรใช้ชื่อสมมุติ
  • อย่าให้ข้อมูลว่าคุณอยู่ทีไหน หมายเลขโทรศัพท์ (โทรศัพท์มือถือ) เรียนอยู่ที่ไหน พ่อแม่เป็นใคร
  • ทำความเข้าใจให้ชัดเจนถึงกฎของแต่ละห้องแชท ที่จะเข้าไปเล่น
  • ให้จำไว้ว่าคุณอาจเป็นบุคคลนิรนามในอินเทอร์เน็ต แต่บ่อยครั้งที่คนอื่นสามารถสืบเสาะได้ว่าใครเป็นคนใส่ข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ดังนั้น ต้องมีความสุภาพกับผู้อื่นเสมอ
กฎของการแชท การสื่อสารทางออนไลน์
  • ไม่ออกไปพบกับบุคคลที่พบ รู้จักสื่อสารผ่านทางออนไลน์
  • ถ้ารู้สึกถูกกดดัน จากการสื่อสารออนไลน์กับใคร ให้ปรึกษากับผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบ
  • ให้ชื่ออีเมลกับเพื่อนที่รู้จักดี ไม่ควรให้กับคนแปลกหน้า
  • ปรึกษา หารือกับผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบเสมอ อย่าให้ถูกหลอกล่อ หรือถูกกดดันเพื่อไปพบเจอกับคนที่รู้จักออนไลน์
  • หากถูกใครหรือสิ่งใดรบกวนในห้องแชท ให้รีบออกจากการสนทนา และอย่าติดต่อ สนทนาอีก
กฎ – การป้องกันไวรัส และข้อมูลขยะ
  • หากข้อมูลบางอันรู้สึกดีเกินที่จะเชื่อได้ สรุปได้เลยว่าไม่จริง
  • ให้ระวังอีเมล์ที่บอกว่าโปรดส่งต่อให้ทุก ๆ คน เพราะอาจจะมีแต่เรื่องหลอกลวงไร้สาระ หรือมีไวรัสที่ไม่ควรส่งต่อ
  • อย่าเข้าไปในเวบไซด์ของธนาคารใด ๆ ที่อ้างบอกให้คุณแจ้งรหัสผ่าน
  • เก็บรหัสผ่านเป็นความลับเสมอ
  • ให้ระมัดระวัง เวบไซด์ที่ให้ดาวน์โหลดฟรี หรือมีเกมให้เล่นฟรี เพราะอาจเต็มไปด้วยไวรัส หรือจะมีข้อมูลที่ไม่เหมาะสมส่งมาให้คุณ
  • บางครั้ง บางคนอาจจะใช้ เล่ห์ ลวงให้คุณเชื่อมต่อไปยังเวบไซด์ที่ไม่เหมาะสม

กฎการเผยแพร่เรื่องราวในเว็บบล็อก
  • ตรวจสอบให้มั่นใจว่าใส่เฉพาะข้อมูลที่ปลอดดภัย
  • ให้มีรหัสส่วนตัวเพื่อปกป้องรูปภาพของคุณ
  • ต้องได้รับการอนุญาตจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู ในการสร้างเวบไซด์ของคุณเอง และให้ท่านเหล่านั้นช่วยตรวจสอบ ทบทวนสม่ำเสมอ
  • อย่าใส่เรื่องราวส่วนตัวเข้าไปในเว็บบล็อก หรือ ในการสนทนากลุ่ม
  • จำเป็นต้องมีความระมัดระวังมาก ๆ ในการใส่อะไรลงไปในอินเทอร์เน็ต เพราะทันทีที่มีการเผยแพร่คนจากทั่วโลกสามารถเห็นได้ และอาจมีการนำข้อมูลไปใช้ในทางผิด ๆ
ข้อแนะนำการใช้อินเตอร์เน็ต
  • เรียนรู้เกี่ยวกับมารยาททั่วไปในการใช้อินเทอร์เน็ต netiquette
  • ทำตามหลักพื้นฐานความปลอดภัย และเรียนรู้วิธีการ แนวปฏิบัติเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เสี่ยงออนไลน์

มารยาททั่วไปในการใช้อินเตอร์เน็ต
  • ไม่ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อล่วงละเมิดหรือรบกวน ผู้อื่น
  • ไม่ใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อการใด ๆ ที่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรม
  • ไม่นำข้อมูลของผู้อื่นมาใช้ในทางที่ผิด หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลนั้น ๆ
  • ไม่บอกรหัสกับผู้อื่นแม้แต่เพื่อนสนิท
  • ไม่ใช้บัญชีชื่อผู้ใช้ของผู้อื่น หรือใช้เครือข่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ไม่ยืมหรือใช้โปรแกรม รูปภาพ หรือข้อมูลของผู้อื่นบนอินเตอร์เน็ตโดยไม่ได้ร้บอนุญาตจากเจ้าของ
  • ไม่ฝ่าฝืนข้อห้ามของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต
  • ไม่เจาะเข้าระบบของผู้อื่นหรือท้าลองให้ผู้อื่นเจาะระบบของตัวเอง
  • หากพบมีการรั่วไหลในระบบ หรือบุคคลน่าสงสัยให้รีบแจ้งผู้ให้บริการในทันที
  • หากต้องยกเลิกการใช้อินเตอร์เน็ตให้ลบข้อมูลทั้งหมดและแจ้งผู้ดูแลเว็บไซต์
  • ารทิ้งบัญชีชื่อผู้ใช้งานไว้บนอินเตอร์เน็ตอาจทำให้มีผู้ไม่หวังดีเจาะเข้ามาในระบบได้

กฎความปลอดภัย
  • ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเช่น เบอร์โทรศัพท์ ชื่อโรงเรียน ชื่อเพื่อนหรือผู้ปกครอง
  • ไม่นัดแนะเพื่อพบปะกับบุคคลที่รู้จักทางอินเตอร์เน็ตโดยไม่บอกผู้ปกครอง
  • ไม่ส่งรูปหรือข้อมูลส่วนตัวให้กับคนที่รู้จักทางอินเตอร์เน็ต
  • ไม่ให้ความสนใจหรือตอบโต้กับคนที่ถ้อยคำหยาบคาย
  • ไม่โหลดสิ่งที่ไม่คุ้นเคยหรือเปิดเอกสารจากอีเมล์ของคนที่เราไม่รู้จัก
  • หากพบข้อความหรือรูปภาพรุนแรง ให้รีบแจ้งผู้ปกครองหรือคุณครู
  • เคารพในกฎระเบียบ นโยบาย หรือข้อตกลงที่ให้ไว้กับผู้ปกครองและคุณครูในการใช้อินเตอร์เน็ต
  ประเภทของภัยคุกคาม
                ภัยภิบัติที่เกิดขึ้นกับระบบ (Disaster)   เป็นความเสียหายทั้งทางด้านกายภาพและด้านข้อมูล    ที่เกิดขึ้นกับระบบคอมพิวเตอร์  Hardware      Programs     แฟ้มข้อมูล      และอุปกรณ์อื่น ๆ    ถูกทำลายให้ให้เกิดความเสียหาย ซึ่งที่ร้ายแรงที่สุดอาจก็คือการที่ภัยนั้นทำให้ระบบล่มไม่สามารถใช้งานได้ 
ประเภทของภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายนั้น   สามารถจำแนกได้ 2   ประเภท
หลัก ๆ ดังนี้
1.  ภัยคุกคามทางตรรกะ (Logical)  หมายถึง   ภัยคุกคามทางด้านข้อมูล
2.  ภัยคุกคามทางกายภาพ (Physical)  หมายถึง  ภัยที่เกิดกับตัวเครื่องและอุปกรณ์  เช่น  ภัยภิบัติจากธรรมชาติ  และภัยจากการกระทำของมนุษย์ที่ทำความเสียหายให้กับตัวเครื่องและอุปกรณ์
ภัยคุกคามทางด้านข้อมูล
Hacker                 คือ  ผู้ที่แอบเข้าใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานหรือองค์กรอื่น  โดยมิได้รับอนุญาต  แต่ไม่มีประสงค์ร้าย  หรือไม่มีเจตนาที่จะสร้างความเสียหายหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ใครทั้งสิ้น  แต่เหตุผลที่ทำเช่นนั้นอาจเป็นเพราะต้องการทดสอบความรู้ความสามารถของตนเองก็เป็นไปได้
Cracker               คือ  ผู้ที่แอบเข้าใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานหรือองค์กรอื่น  โดยมีเจตนาร้ายอาจจะเข้าไปทำลายระบบ  หรือสร้างความเสียหายให้กับระบบ Network ขององค์กรอื่น  หรือขโมยข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจ
Note :  ไม่ว่าจะเป็น  Hacker   หรือ Cracker  ถ้ามีการแอบเข้าใช้งานระบบคอมพิวเตอร์เครือข่ายของผู้อื่น แม้ว่าจะไม่ประสงค์ร้ายก็ถือว่าไม่ดีทั้งสิ้น  เพราะขาดจริยธรรมด้านคอมพิวเตอร์
ไวรัส (Viruses)   คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทหนึ่งที่เขียนขึ้นโดยความตั้งใจของ Programmer  ถูกออกแบบมาให้แพร่กระจายตัวเองจากไฟล์หนึ่งไปยังไฟล์อื่นๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ไวรัสจะแพร่กระจายตัวเองอย่างรวดเร็วไปยังทุกไฟล์ภายในคอมพิวเตอร์   หรืออาจจะทำให้ไฟล์เอกสารติดเชื้ออย่างช้าๆ   แต่ไวรัสจะไม่สามารถแพร่กระจายจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งได้ด้วยตัวมันเอง  โดยทั่วไปแล้วจะเกิดจากการที่ผู้ใช้ใช้สื่อจัดเก็บข้อมูล เช่น Diskette คัดลอกไฟล์ข้อมูลลง Disk  และติดไวรัสเมื่อนำไปใช้กับเครื่องอื่น  หรือไวรัสอาจแนบมากับไฟล์เมื่อมีการส่ง E-mail ระหว่างกัน
หนอนอินเตอร์เน็ต  (Worms)   มีอันตรายต่อระบบมาก  สามารถทำความเสียหายต่อระบบได้จากภายใน เหมือนกับหนอนที่กัดกินผลไม้จากภายใน   หนอนร้ายเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถแพร่กระจายตัวเองจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งโดยอาศัยระบบเน็ตเวิร์ค (ผ่านสาย Cable) ซึ่งการแพร่กระจายสามารถทำได้ด้วยตัวของมันเองอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าไวรัส เมื่อไรก็ตามที่คุณสั่ง Share ไฟล์ข้อมูลผ่าน  Network  เมื่อนั้น Worms สามารถเดินไปกับสายสื่อสารได้
                Spam mail  คือ  การส่งข้อความที่ไม่เป็นที่ต้องการให้กับคนจำนวนมาก  ๆ  จากแหล่งที่ผู้รับไม่เคยรู้จักหรือติดต่อมาก่อน โดยมากมักอยู่ในรูปของ E-mail    ทำให้ผู้รับรำคาญใจและเสียเวลาในการลบข้อความเหล่านั้นแล้ว Spam  mail  ยังทำให้ประสิทธิภาพการขนส่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตลดลงด้วย
ภัยคุกคามในการทำธุรกิจ  E- Commerce
               ในการทำธุรกิจบนระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์   อาจจะเกิดภัยคุกคามต่อเว็บไซต์ได้   จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนควรจะรู้ว่ามีภัยคุกคามใดบ้างที่อาจเกิดขึ้นกับระบบ   เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการป้องกันล่วงหน้า   ตัวอย่างภัยคุกคามที่ควรระวังสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น           
                1.  การเข้าสู่เครือข่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น มีบุคคลอื่นแอบอ้างในการใช้ชื่อ Login Name และ  Password ในการเข้าไปทำธุรกรรมซื้อขายบน Web site แทนตัวเราเอง
               2. การทำลายข้อมูลและเครือข่าย  เช่น  Cracker  เจาะระบบเข้าไปทำลาย file และข้อมูลภายในเครื่อง Server ของ Web site ผู้ขาย  ทำให้ข้อมูลสมาชิกหรือลูกค้าของระบบเกิดความเสียหาย
               3. การเปลี่ยนแปลง    การเพิ่ม    หรือการดัดแปลงข้อมูล เช่น การส่ง Order หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในการสั่งซื้อสินค้า   หรือการที่จดหมายถูกเปิดอ่านระหว่างทาง  ทำให้ข้อมูลไม่เป็นความลับ และผู้เปิดอ่านอาจเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเพิ่มเติมข้อความในจดหมาย  เช่น การแก้ไขจำนวนยอดของการสั่งซื้อสินค้า เป็นต้น
               4. การเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต  เมื่อเราสมัครเป็นสมาชิกไว้ใน Web site ใด ๆ  Server  ของเจ้าของ Web site จะเก็บข้อมูลส่วนตัวของเราไว้   หากเจ้าของ Web  Site  ขาดจริยธรรมในการทำธุรกิจอาจนำข้อมูลส่วนตัวของเราไปขายให้องค์กรอื่น  เช่น ขายข้อมูลให้กับบริษัทบัตร  Credit  เป็นต้น
               5. การทำให้ระบบบริการของเครือข่ายหยุดชะงัก  เช่น การที่  Cracker เข้ามาทำลายระบบเครือข่าย และส่งผลให้เครื่อง Server ของเจ้าของ Web site ไม่สามารถให้บริการแก่ลูกค้าของเขาได้จนกว่าระบบนั้นจะถูกแก้ไข  ดังนั้น เมื่อระบบล่มเป็นระยะเวลานานหลายชั่วโมง  หรืออาจจจะนานหลายวันก็จะส่งผลต่อยอดขายสินค้าบน Web ด้วย
               6. การขโมยข้อมูล  เมื่อตัวเราเองเป็นผู้ให้ข้อมูลไว้กับ Web site ที่เราจะซื้อขายสินค้า  ข้อมูลนั้นอาจถูกขโมยจากเจ้าของ Web site     จากผู้ดูแล Web  หรือจาก Cracker  ที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อเขาเหล่านั้น แต่ส่งผลเสียกับตัวเรา   เพราะการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเขาของเราโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการขโมย
               7. การปฏิเสธการบริการที่ได้รับ  เช่น ปฏิเสธว่าไม่ได้เข้าไปกรอกรายการสั่งซื้อที่ Web  site  โดยใช้ชื่อนี้หรืออ้างว่าสั่งซื้อสินค้าแล้วแต่ไม่ได้รับการจัดส่งสินค้าจาก  web site   ดังกล่าวเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการชำระเงินค่าสินค้าส่วนที่เหลือ
               8. การอ้างว่าได้ให้บริการ  หรือ   อ้างว่าได้ส่งมอบสินค้าและบริการแล้ว
                9.  Virus ที่แอบแฝงมากับผู้ที่เข้ามาใช้บริการ  ส่งผลทำให้เครื่อง Server ของเจ้าของ web site ได้รับความเสียหาจากการที่  Virus  ทำลายข้อมูลและ file ต่าง ๆ ภายในระบบ
 การรักษาความปลอดภัยบนระบบคอมพิวเตอร์
                จำแนกการรักษาความปลอดภัยออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่
                1.   ความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security) ข้อมูลจัดเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งขององค์กร    และเป็นหัวใจหลักสำหรับการดำเนินธุรกิจ  ดังนั้นจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เช่นเดียวกับการรักษาความปลอดภัยของตัวเครื่องและอุปกรณ์    หรืออาจให้ความสำคัญมากกว่าด้วยซ้ำไป
                2.  ความปลอดภัยทางกายภาพ (Physical Security)  ได้แก่ ทรัพย์สินหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ
 มาตรการการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
1. การระบุตัวบุคคลและอำนาจหน้าที่ (Authentication & Authorization)   เพื่อระบุตัวบุคคลที่ติดด่อ  หรือทำธุรกรรมร่วมด้วย
2.การรักษาความลับของข้อมูล (Confidentiality)   เพื่อรักษาความลับในขณะส่งผ่านทางเครือข่ายไม่ให้ความลับถูกเปิดโดยบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้รับ
3.การรักษาความถูกต้องของข้อมูล (Integrity)   เพื่อการป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้รับแอบเปิดดู  และแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูล
4. การป้องกันการปฏิเสธ   หรือ   อ้างความรับผิดชอบ (None-Repudiation)   เพื่อป้องกันการปฎิเสธความรับผิดในการทำธุรกรรมระหว่างกัน  เช่น การอ้างว่าไม่ได้ส่งหรือไม่ได้รับข้อมูล    ข่าวสาร
การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
การเข้ารหัส (Cryptography) 
 คือ การทำให้ข้อมูลที่จะส่งผ่านไปทางเครือข่ายอยู่ในรูปแบบที่ไม่สามารถอ่านออกได้ ด้วยการเข้ารหัส (Encryption) ทำให้ข้อมูลนั้นเป็นความลับ ซึ่งผู้ที่มีสิทธิ์จริงเท่านั้นจะสามารถอ่านข้อมูลนั้นได้ด้วยการถอดรหัส (Decryption)

การเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi


การเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi

Wi-Fi คือ เทคโนโลยีเครือข่ายแบบไร้สายที่ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในระยะห่างไม่เกิน 100 เมตร โดยขึ้นอยู่กับเราเตอร์ Wi-Fi และบริเวณโดยรอบ
ในการใช้ Wi-Fi บนแท็บเล็ต คุณต้องเชื่อมต่อกับจุดเข้าใช้งานแบบไร้สาย หรือ "ฮอตสปอต" ฮอตสปอตบางจุดเป็นแบบเปิด ซึ่งคุณสามารถเชื่อมต่อได้โดยง่าย แต่บางจุดจะมีคุณลักษณะความปลอดภัยเพิ่มเติม ดังนั้นคุณจึงต้องกำหนดค่าแท็บเล็ตเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อได้
ระบบสำหรับรักษาความปลอดภัยในการเชื่อมต่อ Wi-Fi มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงประเภทที่ใช้ใบรับรองความปลอดภัยหรือวิธีการอื่นๆ เพื่อใหผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่จะเชื่อมต่อได้ โปรดดูการใช้งานใบรับรองความปลอดภัย
ปิด Wi-Fi เมื่อไม่ได้ใช้งานเพื่อยืดเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ในระหว่างการชาร์จแต่ละครั้ง นอกจากนี้ คุณยังสามารถตั้งค่าได้ว่าต้องการให้ยกเลิกการเชื่อมต่อเครือข่าย Wi-Fi เมื่อแท็บเล็ตอยู่ในโหมดสลีปหรือไม่
แถบสถานะจะมีไอคอนแสดงสถานะ Wi-Fi อยู่
ไอคอนสถานะเครือข่ายจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้าหากคุณได้เพิ่มบัญชี Google ลงในแท็บเล็ต และแท็บเล็ตของคุณเชื่อมต่ออยู่กับบริการต่างๆ ของ Google สำหรับการซิงค์ Gmail กิจกรรมในปฏิทิน ผู้ติดต่อ หรือสำหรับการสำรองข้อมูลการตั้งค่าของคุณ และอื่นๆ หากคุณไม่มีบัญชี Google หรือเชื่อมต่อเครือข่าย Wi-Fi ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ไอคอนเครือข่ายจะเป็นสีเทา
  •  เชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi อยู่ (รูปคลื่นจะแสดงความแรงของสัญญาณ)
  • การแจ้งเตือนที่แสดงว่ามีเครือข่าย Wi-Fi แบบเปิดอยู่ในระยะสัญญาณ
  • การเปิดและเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi

    หากคุณเพิ่มเครือข่าย Wi-Fi ในตอนที่ตั้งค่าแท็บเล็ตเป็นครั้งแรก Wi-Fi จะเปิดโดยอัตโนมัติ คุณจึงสามารถข้ามไปที่ขั้นตอนที่ 4 ได้
    1. เปิดแอปพลิเคชันการตั้งค่า
    2. แตะ ไร้สายและเครือข่าย > การตั้งค่า Wi-Fi
    3. เลือก Wi-Fi เพื่อเปิด แท็บเล็ตจะสแกนหาเครือข่าย Wi-Fi ที่มีให้บริการ และแสดงชื่อเครือข่ายที่พบ เครือข่ายที่มีการป้องกันจะมีไอคอนแม่กุญแจแสดงอยู่ หากแท็บเล็ตพบเครือข่ายที่คุณเคยเชื่อมต่อมาก่อน แท็บเล็ตจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายนั้น
    4. แตะเครือข่ายเพื่อเชื่อมต่อ
    หากเครือข่ายนั้นเป็นเครือข่ายแบบเปิด คุณจะได้รับแจ้งให้ยืนยันว่าคุณต้องการเชื่อมต่อกับเครือข่ายโดยแตะที่ เชื่อมต่อ
    หากเครือข่ายนั้นเป็นเครือข่ายที่มีการรักษาความปลอดภัย คุณจะได้รับแจ้งให้ป้อนรหัสผ่านหรือข้อมูลรับรองอื่นๆ (สอบถามรายละเอียดจากผู้ดูแลระบบเครือข่าย)
    คุณจะได้รับที่อยู่เครือข่ายจากเครือข่ายนั้นๆ โดยใช้โปรโตคอล DHCP อยู่แล้วโดยค่าเริ่มต้น
    คุณสามารถแตะ DHCP เพื่อเปลี่ยนการตั้งค่า IP เป็น คงที่ เพื่อให้คุณสามารถป้อนที่อยู่และรายละเอียดเครือข่ายอื่นๆ ด้วยตนเองได้ หากคุณหรือผู้ดูแลระบบเครือข่ายต้องการ หากคุณเลือกป้อนรายละเอียดด้วยตนเอง คุณต้องป้อนข้อมูลต่อไปนี้:
    • ที่อยู่ IP ของแท็บเล็ตที่ถูกต้องและเป็นเอกลักษณ์สำหรับเครือข่าย Wi-Fi ของคุณ
    • เกตเวย์ของเครือข่าย
    • รหัสเครือข่าย (ตัวเลขระหว่าง 0 ถึง 32 เช่น 24 สำหรับเครือข่าย Class C, 16 สำหรับเครือข่าย Class B หรือ 8 สำหรับเครือข่าย Class A)
    • เซิร์ฟเวอร์ DNS ของเครือข่ายอย่างน้อยหนึ่งเซิร์ฟเวอร์
    เมื่อเชื่อมต่อกับเครือข่ายแล้ว คุณจะสามารถแตะชื่อเครือข่ายในหน้าจอการตั้งค่า Wi-Fi เพื่อดูรายละเอียดเกี่ยวกับความเร็ว การรักษาความปลอดภัย ที่อยู่ และการตั้งค่าที่เกี่ยวข้องได้

    การแก้ไขวิธีการเชื่อมต่อเครือข่าย Wi-Fi

    คุณสามารถเปลี่ยนรหัสผ่านและการตั้งค่าเครือข่ายสำหรับเครือข่าย Wi-Fi ที่อยู่ในการตั้งค่า Wi-Fi ได้
    1. แตะเครือข่ายในรายการค้างไว้
    2. แตะ แก้ไขเครือข่าย ในช่องโต้ตอบที่เปิดขึ้น
    3. เปลี่ยนการตั้งค่าที่คุณต้องการ
    4. แตะ บันทึก

    การกำหนดค่าพร็อกซีสำหรับเครือข่าย Wi-Fi

    ผู้ดูแลระบบเครือข่ายบางรายอาจต้องการให้คุณเชื่อมต่อกับทรัพยากรเครือข่ายภายในหรือภายนอกผ่านทางพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์ เครือข่าย Wi-Fi ที่คุณเพิ่มจะไม่ถูกกำหนดค่าให้เชื่อมต่อผ่านทางพร็อกซีโดยค่าเริ่มต้น แต่คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่านี้สำหรับแต่ละเครือข่าย Wi-Fi ที่คุณเพิ่มได้
    เบราว์เซอร์จะใช้การตั้งค่าพร็อกซีแต่แอปพลิเคชันอื่นๆ อาจจะไม่ใช้
    1. แตะเครือข่ายค้างไว้ในรายการเครือข่าย Wi-Fi ที่คุณเพิ่ม
    2. แตะ แก้ไขเครือข่าย ในช่องโต้ตอบที่เปิดขึ้น
    3. หากเครือข่ายนั้นไม่มีการตั้งค่าพร็อกซี ให้แตะการตั้งค่าพร็อกซีเป็น ไม่มี และแตะ ป้อนเอง ในเมนูที่เปิดขึ้นป้อนการตั้งค่าพร็อกซีที่จำเป็นสำหรับเครือข่ายของคุณ:
      • ชื่อโฮสต์ของพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์
      • พอร์ตที่พร็อกซีเซิร์ฟเวอร์จะใช้ในการเชื่อมต่อ
      • โดเมนใดๆ ก็ได้ที่คุณต้องการให้เชื่อมต่อโดยตรง โดยไม่ใช้พร็อกซีเซิร์ฟเวอร์
      คุณอาจต้องสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการตั้งค่าเหล่านี้จากผู้ดูแลระบบเครือข่าย
    4. แตะ บันทึก
    การตั้งค่าพร็อกซีจะใช้ได้กับเครือข่าย Wi-Fi ที่คุณมีการแก้ไขเท่านั้น หากต้องการเปลี่ยนการตั้งค่าพร็อกซีสำหรับเครือข่าย Wi-Fi อื่นๆ คุณต้องเปลี่ยนทีละเครือข่าย

    การรับการแจ้งเตือนเมื่อมีเครือข่ายแบบเปิดอยู่ในระยะสัญญาณ

    โดยค่าเริ่มต้น เมื่อเปิด Wi-Fi คุณจะได้รับการแจ้งเตือนในแถบสถานะเมื่อแท็บเล็ตพบเครือข่าย Wi-Fi แบบเปิด
    1. เปิด Wi-Fi หากยังไม่ได้เปิด
    2. ในหน้าจอการตั้งค่า Wi-Fi ให้เลือก การแจ้งเตือนเครือข่าย คุณสามารถยกเลิกตัวเลือกนี้เพื่อหยุดรับการแจ้งเตือนได้

    การเพิ่มเครือข่าย Wi-Fi

    คุณสามารถเพิ่มเครือข่าย Wi-Fi เพื่อให้แท็บเล็ตจำเครือข่ายพร้อมด้วยข้อมูลรับรองความปลอดภัยต่างๆ และเชื่อมต่อเครือข่ายโดยอัตโนมัติเมื่ออยู่ในระยะสัญญาณ นอกจากนี้ คุณต้องเพิ่มเครือข่าย Wi-Fi ไว้สำหรับการเชื่อมต่อ หากเครือข่ายนั้นไม่เผยแพร่ชื่อ (SSID) หรือเพื่อเพิ่มเครือข่าย Wi-Fi เมื่อคุณอยู่นอกระยะสัญญาณ
    หากต้องการใช้เครือข่ายที่ได้รับการป้องกัน คุณจะต้องติดต่อผู้ดูแลระบบเครือข่ายเพื่อรับทราบว่า เครือข่ายนั้นใช้วิธีการป้องกันแบบใดและรับรหัสผ่านหรือข้อมูลรับรองความปลอดภัยอื่นๆ ที่จำเป็น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการติดตั้งใบรับรองความปลอดภัย โปรดดูการใช้งานใบรับรองความปลอดภัย
    1. เปิด Wi-Fi หากยังไม่ได้เปิด หากคุณเพิ่มเครือข่าย Wi-Fi ไว้เมื่อตั้งค่าแท็บเล็ตครั้งแรก Wi-Fi จะเปิดโดยอัตโนมัติ
    2. ในหน้าจอการตั้งค่า Wi-Fi ให้แตะ เพิ่มเครือข่าย Wi-Fi (อยู่ด้านล่างสุดของรายการเครือข่ายที่พบ)
    3. ป้อน SSID (ชื่อ) ของเครือข่าย ป้อนรายละเอียดด้านความปลอดภัยหรือการกำหนดค่าเครือข่ายอื่นๆ หากจำเป็น
    4. แตะ บันทึก
    ข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายจะถูกบันทึกไว้ และในครั้งต่อไปที่คุณอยู่ในระยะสัญญาณของเครือข่ายนี้ แท็บเล็ตจะเชื่อมต่อโดยอัตโนมัติ

    การลบเครือข่าย Wi-Fi

    คุณสามารถลบรายละเอียดเครือข่าย Wi-Fi ที่คุณเพิ่มลงในแท็บเล็ตได้ ตัวอย่างเช่น หากคุณไม่ต้องการให้แท็บเล็ตเชื่อมต่อกับเครือข่ายโดยอัตโนมัติ หรือหากเครือข่ายนั้นเป็นเครือข่ายที่คุณไม่ได้ใช้งานแล้ว
    1. เปิด Wi-Fi หากยังไม่ได้เปิด
    2. ในหน้าจอการตั้งค่า Wi-Fi ให้แตะที่ชื่อเครือข่าย
    3. แตะ ไม่จำ ในช่องโต้ตอบที่เปิดขึ้น

    การตั้งค่านโยบายการยกเลิกการเชื่อมต่อ Wi-Fi

    โดยค่าเริ่มต้น แท็บเล็ตจะยกเลิกการเชื่อมต่อ Wi-Fi เมื่อปิดหน้าจอและจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายข้อมูลโทรศัพท์มือถือแทน เพื่อประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ และจะกลับมาเชื่อมต่อกับ Wi-Fi อีกครั้งเมื่อคุณปลุกแท็บเล็ต
    คุณสามารถเปลี่ยนนโยบายนี้เพื่อให้แท็บเล็ตยังคงเชื่อมต่อกับ Wi-Fi อยู่ในขณะต่อกับเครื่องชาร์จ (เมื่อไม่กลัวว่าแบตเตอรี่จะหมดเร็ว) หรือไม่ยกเลิกการเชื่อมต่อ Wi-Fi เลย ซึ่งเป็นการลดการใช้งานข้อมูลเครือข่ายมือถือ แต่อาจทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่สั้นลง
    1. ในหน้าจอการตั้งค่า Wi-Fi ให้แตะ นโยบายการยกเลิกการเชื่อมต่อ Wi-Fi
    2. แตะที่นโยบายที่คุณต้องการ

    ระบบรักษาความปลอดภัยและความถูกต้องของระบบงาน


    ระบบรักษาความปลอดภัยและความถูกต้องของระบบงาน

              ไม่ว่าจะเป็นระบบงานคอมพิวเตอร์หรือระบบอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ก็ตาม ที่ต้องการให้มีการรักษาความปลอดภัยนั้นมิได้หมายความว่า เมื่อเรามีการรักษาความปลอดภัยแล้ว ความปลอดภัยนั้นจะเกิดกับเราร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่นก็คือ ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยใดๆ ในโลกที่สมบูรณ์แท้จริง          แม้ว่าจะไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่สมบูรณ์ที่จะป้องกันอันตรายทุกๆ อย่างได้ก็ตาม แต่ว่าระบบรักษาความปลอดภัยสามารถที่จะทำให้ได้ในระดับหนึ่ง ที่ผู้ใช้ระบบคิดว่าเพียงพอสำหรับเขา และเหมาะสมแล้วเมื่อเทียบกับงบประมาณต่างๆ ที่ได้ลงทุนไปในการนี้
              ดังนั้น การมีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) จึงเกิดขึ้นเพื่อคุ้มครองระบบคอมพิวเตอร์ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นระดับที่ทั้งนักวิเคราะห์และผู้ใช้ระบบคิดว่าเหมาะสมแล้ว ระบบรักษาความปลอดภัยในระบบงานคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ดังนี้คือ
    1. ระบบรักษาความปลอดภัยภายนอกระบบงาน (Physical Security)           ระบบรักษาความปลอดภัยในส่วนนี้จะกระทำกันภายนอกระบบงานคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น การล็อกห้องคอมพิวเตอร์เมื่อเลิกงานหรือการล็อกคีย์บอร์ดและ CPU เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ หรือในระบบ LAN อาจใช้เทอร์มินอลแบบไม่มีดิสก์ (Diskless Terminal) เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้สามารถทำการก๊อปปี้ข้อมูลจากไฟล์เซอร์เวอร์ที่เก็บข้อมูลส่วนกลางได้ และในขณะเดียวกันก็สามารถที่จะป้องกันการนำเอาข้อมูลหรือโปรแกรมที่ไม่ได้อนุม้ติให้ใช้ก๊อปปี้ลงไป ซึ่งอาจจะเป็นการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ที่ดีอีกวิธีหนึ่งด้วย ดังนั้น การกระทำอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับระบบงาน แต่เกิดขึ้นภายนอก ก็ถือว่าเป็นระบบรักษาความปลอดภัยแบบกายภาพ (Physical) ทั้งสิ้น
    2. ระบบรักษาความปลอดภัยภายในระบบงาน (System Security And Integrity)           ในปัจจุบันระบบงานคอมพิวเตอร์แบบเครือข่ายได้ทำให้การใช้ข้อมูลต่างๆ ของหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอย่างไม่เคยมีมาก่อน การกระจายอำนาจการใช้ข้อมูลออกไป (Distribution System) ของระบบงาน ทำให้ระบบจำเป็นที่จะต้องมีระบบการรักษาความปลอดภัยภายในระบบงานอย่างดีพอด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ใช้ข้อมูล สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ นอกจากนี้นักวิเคราะห์ระบบยังต้องให้ความสนใจต่อความถูกต้อง (Integrity) ของระบบ เช่น ระบบงานต่างๆ โปรแกรมและฐานข้อมูลอีกด้วย ในที่นี้เราจะกล่าวถึงวิธีที่นิยมทำกันโดยทั่วไป ซึ่งมี 4 วิธี คือ
    2.1 การใช้รหัสลับ (Passwords) เป็นวิธีการที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเข้าไปทำงานในระบบนั้นๆ ได้ ระบบก็จะปฏิเสธ การยอมให้เข้าถึงข้อมูลของระบบโดยอัตโนมัติ ในบางระบบนอกจากการปฏิเสธแล้ว ระบบยังทำการบันทึกชื่อและเวลา และเบอร์โทรศัพท์ที่อาจใช้เรียกเข้ามาของผู้ที่ตอบรหัสลับผิดเอาไว้เป็นข้อมูลเพื่อติดตามภายหลังอีกด้วย
    2.2 การสำรองข้อมูล (System Backups) ในทุกระบบงานที่ดี การวางตารางเวลาเพื่อการสำรองข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะป้องกันปัญหาของการสูญเสียข้อมูลในกรณีที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น การสำรองข้อมูลอาจเลือกใช้เทปหรือ Removable Disk ก็ได้ ซึ่งแล้วแต่ความเหมาะสม
              การสำรองข้อมูลมีด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบเต็ม (Full) หรือแบบเฉพาะส่วนเพิ่ม (Incremental) โดยการสำรองข้อมูลชนิดเต็ม หมายถึง การสำรองข้อมูลจะทำการสำรองใหม่หมดทุกครั้ง แม้ว่าข้อมูลนั้นจะได้เคยทำการสำรองไว้แล้วก็ตาม ส่วนแบบการสำรองเฉพาะส่วนเพิ่มนั้น เราจะเลือกสำรองข้อมูลในส่วนที่แตกต่างหรือเพิ่มเติมจากส่วนที่เราได้ทำการสำรองไว้ในครั้งก่อนเท่านั้น ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เราประหยัดเวลาในการสำรองข้อมูลลงได้
              ไม่ว่าการสำรองข้อมูลจะเป็นแบบใด หรือจะใช้อะไรเพื่อการสำรองก็ตาม ระบบงานที่ดีจะต้องมีการสำรองข้อมูลไว้อย่างสม่ำเสมอ และเพื่อเป็นการค้ำประกันต่อความปลอดภัยของข้อมูลเอง การสำรองข้อมูลควรจะทำไว้อย่างน้อย 2 ชุดคือ ชุดที่ 1 ควรจะเก็บเอาไว้ในที่ที่ระบบงานอยู่ ส่วนชุดที่ 2 ก็ควรจะเก็บเอาไว้นอกเขตที่ระบบงานอยู่ เช่น ในเซฟธนาคาร หรือที่สาขาของสำนักงานในเขตอื่น เพื่อในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดหมาย เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม ข้อมูลชุดที่ 2 ก็ยังคงปลอดภัย และสามารถนำกลับมาใช้ได้อีก
    2.3 การตรวจสอบได้ของระบบ (Audit Trail ) ระบบงานที่ดีควรได้รับการดีไซน์ให้ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในระบบสามารถที่จะตรวจสอบย้อนกลับได้ ว่าเกิดได้อย่างไร มาจากไหน วิธีที่นิยมใช้กันก็คือ การออกรายงานหรือ Check List ต่างๆ ที่แสดงถึงเหตุการณ์หรือข้อมูลต่างๆ ที่ถูกเรียกขึ้นมาเพื่อแก้ไขหรืออินพุตเข้ามาในระบบ เอกสารต่างๆ เหล่านี้จะมีความจำเป็นอย่างมากต่อการตรวจสอบความถูกต้องของการทำงานของระบบงานคอมพิวเตอร์
    2.4 การเรียกคืนข้อมูลและเริ่มต้นใหม่ของระบบ (Recovery And Restart Needs) ในระบบงานคอมพิวเตอร์ ไฟฟ้าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นักวิเคราะห์ระบบหรือโปรแกรมเมอร์ทุกคนรู้ดีว่าหากไฟฟ้าดับหรือเกิดการลัดวงจรหรือฟ้าผ่าเข้ามาในสายไฟฟ้า จะส่งผลทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งระบบเกิดความเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อระบบงานเกิดความเสียหาย (Crash) ขึ้น การนำเอาข้อมูลที่ได้สำรองเอาไว้ และการเรียกคืนข้อมูล (Restore Data) เพื่อจะทำให้ระบบฟื้นคืนชีพกลับมาใหม่อาจต้องเกิดขึ้น
              เหล่านี้จึงเป็นหน้าที่ของนักวิเคราะห์ที่จะต้องวางแผนงานของการเรียกคืนข้อมูลและโปรแกรมต่างๆ ให้ดีพอที่จะทำให้ระบบงานสามารถฟื้นคืนชีพในเวลาอันสั้นด้วย ในช่วงของการดีไซน์ระบบรักษาความปลอดภัยนี้

    ความปลอดภัยในการใช้ระบบเครือข่ายไร้สาย


    ความปลอดภัยในการใช้ระบบเครือข่ายไร้สาย
    สวัสดีครับ หากผมบอกว่าปัจจุบันนี้การใช้ระบบเครือข่ายไร้สายมีความเสี่ยงที่จะโดนถูกล้วงข้อมูล หรือถูกแฮคข้อมูล คุณจะเชื่อหรือไม่?
    สิ่งต่างๆ เหล่านี้ยังไม่น่ากลัวเท่ากับเรื่องที่ผมจะเล่าให้คุณผู้อ่านได้รับทราบต่อไปนี้ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว และที่สำคัญเป็นเรื่องของความปลอดภัยในการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะระบบเครือข่ายไร้สาย ที่ใครต่อใครต่างบอกว่าเป็นระบบที่ดี และสะดวกสบายที่สุด แต่สิ่งเหล่านี้กับแฝงมาด้วยมหันต์ภัยที่ร้ายแรง โดยผมได้สรุปประเด็นต่างๆ ไว้ดังนี้
    1. เรื่องใกล้ตัวของการตั้ง Password ประตูด่านแรกที่จะทำให้คุณสามารถเชื่อมต่อระบบเครือข่ายไร้สายได้ ก็คือรหัสและรายชื่อผู้ใช้งาน แต่สิ่งเหล่านี้กับถูกละเลย บางท่านให้ความสำคัญกับการตั้งรหัสและชื่อมาก แต่ไม่ได้มีการบันทึกเอาไว้ ตั้งชื่อที่จำยาก (เป็นสิ่งที่ดีครับ) แต่ผู้ใช้ต้องจำให้ได้ และอย่าได้เที่ยวไปวางทิ้งให้ใครต่อใครได้เก็บเอาไปใช้ล่ะ การตั้งชื่อและรหัสที่ดี ควรใช้ตัวเลขและสัญลักษณ์ตลอดจนตัวอักษรภาษาอังกฤษผสมเข้าไปด้วยที่สำคัญไม่ควรจะต่ำกว่า 8 ตัว ยกตัวอย่างเช่น “e@3wer_01q5” เป็นต้น
    2. เรื่องใกล้ตัวของการใช้งาน Wifi เคยสงสัยไหมว่า...ทำไมเมื่อเวลาเปิดใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่จำพวก Pocket PC, PC Mobile และอย่างโทรศัพท์มือถือ กลับทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติทั้งที่ชาร์จแบตเตอรี่ไว้เต็มก็ตาม หากคุณไม่อยากให้เกิดปัญหาเหล่านี้เมื่อไม่ใช้งานก็ควรที่จะปิดการใช้ระบบดังกล่าวซะ นอกจากจะประหยัดพลังงานแล้วยังไม่เสี่ยงด้วย ส่วนเรื่องที่ผมบอกว่าเป็นความเสี่ยง ผมขอยกเหตุการณ์ใกล้ๆตัวขึ้นมาอีกนิดก็แล้วกัน คุณทราบหรือไม่ว่าการเปิดไวไฟ (Wifi) มีความเสี่ยงเรื่องของระบบความปลอดภัยที่สามารถทำให้แฮกเกอร์เข้ามาเจาะข้อมูลของคุณได้อย่างสบาย เมื่อคุณทำการเปิดระบบนี้ขึ้นมา mode ad hoc Network จะมีการเชื่อมต่อแบบไร้สายให้ทันที และสามารถทำการรับส่งข้อมูลได้โดยไม่ต้องใช้สื่อบันทึกข้อมูลใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็น CD, USB, Flash Drive เป็นต้น เพียงแค่ผู้ใช้และผู้เจาะระบบปรับสัญญาณเข้ามาตรงกัน เปรียบเสมือนการเปิดวิทยุและทำการหมุนหาคลื่น หากคลื่นตรงกับสถานีคุณก็จะได้ยินเสียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงคนจัดรายการ หรือเสียงเพลงต่างๆ เป็นต้น
    วิธีการป้องกันการเจาะเข้าระบบ Wifi เมื่อ mode Ad HOC Network ทำงาน
    - เปิด Wireless Network Connection และกดเลือก Change Advanced Setting
    - จากนั้นกดเลือก Advanced ในแท็บของ Wireless Network มีให้เลือก 3 แบบ
    1.โดยระบบจะอนุญาตการเชื่อมต่อให้ทุกรูปแบบ
    2.เลือกการเชื่อมต่อเข้าเครือข่ายอย่างเดียว
    3.เป็นแบบ AD HOC อย่างเดียว
    **แนะนำให้ใช้ตัวเลือกที่ 2
    3. เกราะป้องกันอย่าง Firewall เป็นเรื่องสำคัญมากครับ ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่ายังสามารถใช้งานได้ เพื่อป้องกันการเจาะระบบ ถึงแม้ว่าคุณไม่ได้ใช้ในเรื่องของ Wireless ก็ตาม แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณก็ยังต้องการให้มีสิ่งปกป้องและกันภัยเสมอ จงอย่าละเลยสิ่งนี้เป็นอันขาด
    4. การเปิดแชร์ไฟล์ และเครื่องพิมพ์ อันนี้ถือว่ามีความเสี่ยงมาก จะทำให้ใครหลายๆคนที่อาจจะเป็นคนในองค์กรก็ดี หรือไม่ใช่ก็ตามแต่มีความรู้ในการเจาะเข้าระบบสามารถเข้ามาแก้ไขและเปลี่ยนแปลงข้อมูลของคุณได้อย่างไม่ยากเย็น ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ ควรจะ Disable Sharing ทุกครั้งเมื่อไม่ต้องการใช้งานอย่าเปิดฟรีตลอดเวลา
    5. ความเสี่ยงการรับส่งข้อมูล ผ่านระบบเครือข่ายไร้สายโดยไม่มีการป้องกัน ซึ่งอาจจะทำให้ใครก็ได้มาดักรับข้อมูลที่ทำการรับส่งอยู่ขณะนั้นไปโดยที่ต้นทางและปลายทางไม่ได้ทันระวังตัว
    6. การใช้ Remote Access การสั่งงานเครื่องระยะไกล อันนี้ถือว่าสะดวกกับใครหลายๆคนเลยนะครับ อยู่ ณ.ที่แห่งหนตำบลใดก็สามารถสั่งงานได้ เพื่อไม่ให้มีข้อมูลที่สำคัญๆ วิ่งผ่านเครือข่ายไปมาก็จะมีบางบริการที่จะช่วยในการใช้บริการเชื่อมต่อและสร้าง SSL Tunnel เข้าไปใช้งานที่บ้าน หรือสำนักงานก็ตาม และไม่มีการส่งข้อมูลนั้นตรงๆ มาที่เครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น PC, Notebook ซึ่งจะทำให้มีความปลอดภัยสูง ซึ่งโอกาสที่จะถูกลักขโมยข้อมูลได้น้อยมาก

    ความหมายของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์


    ความหมายของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

    ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( Computer Network ) หมายถึง การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกันด้วยสายเคเบิล หรือสื่ออื่นๆ ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถรับส่งข้อมูลแก่กันและกันได้ในกรณีที่เป็นการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลาง เราเรียกคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลางนี้ว่า โฮสต์ (Host) และเรียกคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่เข้ามาเชื่อมต่อว่า ไคลเอนต์ (Client)ระบบเครือข่าย (Network) จะเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเพื่อการติดต่อสื่อสาร เราสามารถส่งข้อมูลภายในอาคาร หรือข้ามระหว่างเมืองไปจนถึงอีกซีกหนึ่งของโลก ซึ่งข้อมูลต่างๆ อาจเป็นทั้งข้อความ รูปภาพ เสียง ก่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็วแก่ผู้ใช้ ซึ่งความสามารถเหล่านี้ทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์มีความสำคัญ และจำเป็นต่อการใช้งานในแวดวงต่างๆ
    แล้วทำไมเราถึงต้องใช้เครือข่าย หรือระบบคอมพิวเตอร์เครือข่าย การที่เรานำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกัน เราจะสามารถใช้ประโยชน์จากระบบ หรือระบบสามารถทำอะไรได้บ้าง ทำให้ใช้ทรัพยากร ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ร่วมกันได้ (Resources Sharing) ซึ่งเป็นการช่วย ประหยัดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความสะดวก ในการใช้งาน เช่น การใช้พื้นที่บนฮาร์ดดิสก์ และเครื่องพิมพ์ร่วมกันสามารถบริหารจัดการการทำงานของคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ได้จากศูนย์กลาง (Centralized Management) เช่น สร้างเวิร์กกรุป กำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล และสามารถทำการ สำรองข้อมูล ของแต่ละเครื่องได้ สามารถทำการสื่อสาร ภายในเครือข่าย (Communication) ได้หลายรูปแบบ เช่น อีเมล์, แชท (Chat), การประชุมทางไกล (Teleconference), และ การประชุมทางไกล แบบเห็นภาพ (Video Conference)มีระบบรักษาความปลอดภัย ของข้อมูล บนเครือข่าย (Network Security) เช่นสามารถ ระบุผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล ในระดับต่างๆ ป้องกันผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาติ เข้าถึงข้อมูล และให้การคุ้มครอง ข้อมูลที่สำคัญ ให้ความบันเทิงไม่รู้จบ (Entertainment) เช่น สามารถสนุกกับ การเล่นเกมส์ แบบผู้เล่นหลายคน หรือที่เรียกว่า มัลติ เพลเยอร์(Multi Player) ที่กำลัง เป็นที่นิยมกันอยู่ในเวลานี้ได้
    ใช้งานอินเทอร์เน็ตร่วมกัน (Internet Sharing) เพียงต่อเข้าอินเทอร์เน็ต จากเครื่องหนึ่งในเครือข่าย โดยมีแอคเคาท์เพียงหนึ่งแอคเคาท์ ก็ทำให้ผู้ใช้อีกหลายคน ในเครือข่ายเดียวกัน สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ เสมือนกับมีหลายแอคเคาท์
    ฯลฯ

    ระบบเครือข่ายชนิดต่างๆ

    ระบบเครือข่าย สามารถเรียกได้ หลายวิธี เช่นตามรูปแบบ การเชื่อมต่อ (Topology) เช่น แบบบัส (bus), แบบดาว (star), แบบวงแหวน (ring) หรือจะเรึยกตามขนาด หรือระยะทางของระบบก็ได้ เช่นแลน (LAN), แวน (WAN), แมน (MAN) นอกจากนี้ ระบบเครือข่าย ยังสามารถ เรียกได้ตาม เทคโนโลยีที่ไช้ ในการส่งผ่านข้อมูล เช่น เครือข่าย TCP/IP, เครือข่าย IPX, เครือข่าย SNA หรือเรียกตาม ชนิดของข้อมูล ที่มีการส่งผ่าน เช่นเครือข่าย เสียงและวิดีโอ
    เรายังสามารถจำแนกเครือข่ายได้ ตามกลุ่มที่ใช้เครือข่าย เช่น อินเตอร์เน็ต (Internet), เอ็กซ์ตร้าเน็ต (Extranet), อินทราเน็ต (Intranet), เครือข่ายเสมือน (Virtual Private Network) หรือเรียก ตามวิธีการ เชื่อมต่อทางกายภาพ เช่นเครือข่าย เส้นใยนำแสง, เครือข่ายสายโทรศัพท์, เครือข่ายไร้สาย เป็นต้น จะเห็นได้ว่า เราสามารถจำแนก ระบบเครือข่าย ได้หลากหลายวิธี ตามแต่ว่า เราจะพูดถึง เครือข่ายนั้นในแง่มุมใด เราจำแนก ระบบเครือข่าย ตามวิธีที่นิยมกัน 3 วิธีคือ รูปแบบการเชื่อมต่อ (Topology), รูปแบบการสื่อสาร (Protocol), และ สถาปัตยกรรมเครือข่าย (Architecture)
    การจำแนกระบบเครือข่าย ตามรูปแบบการเชื่อมต่อ (Topology) จะบอกถึงรูปแบบ ที่ทำการ เชื่อมต่ออุปกรณ์ ในเครือข่ายเข้าด้วยกัน ซึ่งมีรูปแบบที่นิยมกัน 3 วิธีคือ

    แบบบัส (bus)

    แบบบัส (bus)
    ในระบบเครือข่าย โทโปโลยีแบบ BUS นับว่าเป็นแบบโทโปโลยีที่ได้รับความนิยมใช้กันมากที่สุดมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือสามารถติดตั้งระบบ ดูแลรักษา และติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมได้ง่าย ไม่ต้องใช้เทคนิคที่ยุ่งยากซับซ้อน ลักษณะการทำงานของเครือข่ายโทโปโลยีแบบ BUS คืออุปกรณ์ทุกชิ้นหรือโหนดทุกโหนด ในเครือข่ายจะต้องเชื่อมโยงเข้ากับสายสื่อสารหลัก ที่เรียกว่า "บัส" (BUS) เมื่อโหนดหนึ่งต้องการจะส่งข้อมูลไปให้ยังอีกโหนด หนึ่งภายในเครือข่าย ข้อมูลจากโหนดผู้ส่ง จะถูกส่งเข้าสู่สายบัส ในรูปของแพ็กเกจ ซึ่งแต่ละแพ็กเกจจะประกอบด้วยตำแหน่งของ ผู้ส่งและผู้รับ และข้อมูล การสื่อสารภายในสายบัส จะเป็นแบบ 2 ทิศทางแยกไปยังปลายทั้ง 2 ด้านของบัส โดยตรงปลายทั้ง 2 ด้านของบัสจะมีเทอร์มิเนเตอร์ (Terminator) ทำหน้าที่ดูดกลืนสัญญาณ เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณข้อมูลนั้นสะท้อนกลับ เข้ามายังบัสอีก เป็นการป้องกันการชนกันของสัญญาณ ข้อมูลอื่น ๆ ที่เดินทางอยู่บนบัส สัญญาณข้อมูลจากโหนดผู้ส่ง เมื่อเข้าสู่บัสจะไหลผ่านไปยังปลายทั้ง 2 ข้างของบัส แต่ละโหนดที่เชื่อมต่อเข้ากับบัส จะคอยตรวจดูว่าตำแหน่งปลายทาง ที่มากับแพ็กเกจข้อมูลนั้น ตรงกับตำแหน่งของตนหรือไม่ ถ้าใช่ก็จะรับข้อมูลนั้นเข้ามาสู่โหนดตน แต่ถ้าไม่ใช่ ก็จะปล่อยให้สัญญาณข้อมูลนั้นผ่านไป จะเห็นว่าทุก ๆ โหนดภายในเครือข่ายแบบ BUS นั้นสามารถรับรู้สัญญาณข้อมูลได้ แต่จะมีเพียงโหนดปลายทางเพียงโหนดเดียวเท่านั้น ที่จะรับข้อมูลนั้นไปได้
    การควบคุมการสื่อสารภายในเครือข่ายแบบ BUS มี 2 แบบคือ แบบควบคุมด้วยศูนย์กลาง (Centralized) ซึ่งจะมีโหนดหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมการสื่อสารภายในเครือข่าย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไฟล์เซิร์ฟเวอร์ การควบคุมแบบกระจาย (Distributed) ทุก ๆ โหนดภายในเครือข่าย จะมีสิทธิในการควบคุมการสื่อสาร แทนที่จะ เป็นศูนย์กลางควบคุมเพียงโหนดเดียว ซึ่งโดยทั่วไปคู่โหนดที่กำลังทำการส่ง-รับ ข้อมูลกันอย ู่จะเป็นผู้ควบคุมการสื่อสารในเวลานั้นข้อดีข้อเสียของโทโปโลยีแบบบัส

    แบบดาว (star)

    แบบดาว (star)
    เป็นหลักการส่งและรับข้อมูล เหมือนกับระบบโทรศัพท์ การควบคุมจะทำโดยสถานีศูนย์กลาง ทำหน้าที่เป็นตัวสวิตชิ่ง ข้อมูลทั้งหมดในระบบเครือข่าย จะต้องผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง (Center Comtuper) เป็นการเชื่อมโยงการติดต่อสื่อสาร ที่มีลักษณะคล้ายกับรูปดาว (STAR) หลายแฉก โดยมีศูนย์กลางของดาว หรือฮับ เป็นจุดผ่านการติดต่อกันระหว่างทุกโหนดในเครือข่าย ศูนย์กลาง จึงมีหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมเส้นทางการสื่อสารทั้งหมด นอกจากนี้ศูนย์กลางยังทำหน้าที่ เป็นศูนย์กลางข้อมูลอีกด้วย
    การสื่อสารภายในเครือข่ายแบบ STAR จะเป็นแบบ 2 ทิศทาง โดยจะอนุญาตให้มีเพียงโหนดเดียวเท่านั้น ที่สามารถส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่ายได้ จึงไม่มีโอกาสที่หลายๆ โหนดจะส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่ายในเวลาเดียวกัน เพื่อป้องกันการชนกันของสัญญาณข้อมูล เครือข่ายแบบ STAR เป็นโทโปโลยี อีกแบบหนึ่ง ที่เป็นที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน ข้อดีของเครือข่ายแบบ STAR คือการติดตั้งเครือข่ายและการดูแลรักษาทำได้ง่าย หากมีโหนดใดเกิดความเสียหาย ก็สามารถตรวจสอบได้ง่าย และศูนย์กลางสามารถตัดโหนดนั้นออกจากการสื่อสาร ในเครือข่ายได้

    แบบวงแหวน (ring)

    แบบวงแหวน (ring)

    เครือข่ายแบบ RING เป็นการส่งข่าวสารที่ส่งผ่านไปในเครือข่าย ข้อมูลข่าวสารจะไหลวนอยู่ในเครือข่าย ไปในทิศทางเดียว เหมือนวงแหวน หรือ RING นั่นเอง โดยไม่มีจุดปลาย หรือเทอร์มิเนเตอร์ เช่นเดียวกับเครือข่ายแบบ BUS ในแต่ละโหนดหรือสเตชั่น จะมีรีพีตเตอร์ประจำโหนด 1 เครื่อง ซึ่งจะทำหน้าที่เพิ่มเติมข่าวสารที่จำเป็นต่อการสื่อสาร ในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล สำหรับการส่งข้อมูลออกจากโหนด และมีหน้าที่รับแพ็กเกจข้อมูล ที่ไหลผ่านมาจากสายสื่อสาร เพื่อตรวจสอบว่าเป็นข้อมูล ที่ส่งมาให้โหนดตนหรือไม่ ถ้าใช่ก็จะคัดลอกข้อมูลทั้งหมดนั้น ส่งต่อไปให้กับโหนดของตน แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไปยังรีพีตเตอร์ของโหนดถัดไป

    โทโปโลยีแบบผสม (Hybridge Topology)

    โทโปโลยีแบบผสม (Hybridge Topology)
    เป็นเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลแบบผสมระหว่างเครือข่ายแบบใดแบบหนึ่งหรือมากกว่า เพื่อความถูกต้องแน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการและภาพรวมขององค์กร

    การตั้งค่าคีย์ความปลอดภัยไร้สาย


    การตั้งค่าคีย์ความปลอดภัยสำหรับเครือข่ายไร้สาย

    ข้อมูลและแฟ้มส่วนบุคคลบนเครือข่ายไร้สายสามารถมองเห็นได้ในบางครั้งโดยผู้ที่รับสัญญาณเครือข่ายของคุณได้ ซึ่งสามารถนำไปสู่การขโมยข้อมูลประจำตัวและการกระทำที่เป็นอันตรายอื่นๆ คีย์ความปลอดภัยของเครือข่ายหรือวลีรหัสผ่านสามารถช่วยป้องกันเครือข่ายไร้สายของคุณจากการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาตชนิดนี้
    'ตัวช่วยสร้างการติดตั้งเครือข่าย' จะแนะนำคุณตลอดการตั้งค่าคีย์ความปลอดภัย
    • เปิด 'ติดตั้งเครือข่าย' ด้วยการคลิกปุ่ม เริ่มรูปภาพของปุ่ม 'เริ่ม' แล้วคลิก แผงควบคุม ในกล่องค้นหา ให้พิมพ์ เครือข่าย คลิก ศูนย์เครือข่ายและการใช้ร่วมกัน คลิก ติดตั้งการเชื่อมต่อหรือเครือข่ายใหม่ แล้วคลิก ติดตั้งเครือข่ายใหม่

    หมายเหตุ

    • เราไม่แนะนำให้ใช้ Wired Equivalent Privacy (WEP) เป็นวิธีการรักษาความปลอดภัยแบบไร้สาย Wi‑Fi Protected Access (WPA หรือ WPA2) มีความปลอดภัยกว่า ถ้าคุณลองใช้ WPA หรือ WPA2 แล้วใช้งานไม่ได้ เราขอแนะนำให้คุณปรับรุ่นอะแดปเตอร์เครือข่ายของคุณเป็นรุ่นที่ใช้ได้กับ WPA หรือ WPA2 อุปกรณ์เครือข่าย คอมพิวเตอร์ เราเตอร์ และจุดเข้าใช้งานทั้งหมดของคุณต้องสนับสนุน WPA หรือ WPA2 ด้วย

    วิธีการเข้ารหัสลับสำหรับเครือข่ายไร้สาย

    ปัจจุบันการเข้ารหัสลับเครือข่ายไร้สายมีสามชนิดด้วยกันคือ Wi‑Fi Protected Access (WPA และ WPA2), Wired Equivalent Privacy (WEP) และ 802.1x สองชนิดแรกจะอธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนต่อไปนี้ ปกติ 802.1x จะถูกใช้สำหรับเครือข่ายองค์กร ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในที่นี้

    Wi‑Fi Protected Access (WPA และ WPA2)

    WPA และ WPA2 ต้องการให้ผู้ใช้จัดหาคีย์ความปลอดภัยเพื่อเชื่อมต่อ เมื่อคีย์ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ข้อมูลทั้งหมดที่ส่งระหว่างคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์กับจุดเข้าใช้งานจะถูกเข้ารหัสลับ
    WPA มีการรับรองความถูกต้องสองชนิด คือ WPA และ WPA2 ถ้าเป็นไปได้ ให้ใช้ WPA2 เนื่องจากมีความปลอดภัยมากที่สุด อะแดปเตอร์ไร้สายใหม่เกือบทั้งหมดจะสนับสนุน WPA และ WPA2 แต่อะแดปเตอร์ไร้สายเก่าบางตัวไม่สนับสนุน ใน WPA-Personal และ WPA2-Personal ผู้ใช้แต่ละคนจะได้รับวลีรหัสผ่านเดียวกัน ซึ่งเป็นโหมดที่แนะนำสำหรับเครือข่ายในบ้าน WPA-Enterprise และ WPA2-Enterprise ได้รับการออกแบบให้ใช้กับเซิร์ฟเวอร์การรับรองความถูกต้อง 802.1x ซึ่งจะให้คีย์ที่แตกต่างกันสำหรับผู้ใช้แต่ละราย โหมดนี้ถูกใช้ในเครือข่ายที่ทำงานเป็นหลัก

    Wired Equivalent Privacy (WEP)

    WEP เป็นวิธีการรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายรุ่นเก่าซึ่งยังสนับสนุนอุปกรณ์รุ่นเก่า แต่ไม่แนะนำให้ใช้อีกต่อไป เมื่อคุณเปิดใช้งาน WEP ให้คุณตั้งค่าคีย์ความปลอดภัยของเครือข่าย คีย์นี้จะเข้ารหัสลับข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ส่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งบนเครือข่าย อย่างไรก็ตาม การรักษาความปลอดภัยแบบ WEP ค่อนข้างง่ายต่อการถอดรหัส
    WEP แบ่งออกเป็นสองชนิดคือ การรับรองความถูกต้องของระบบแบบเปิด และ การรับรองความถูกต้องของคีย์ที่ใช้ร่วมกัน ทั้งสองชนิดไม่มีความปลอดภัยมากนัก แต่จากทั้งสองชนิดนั้น การรับรองความถูกต้องของคีย์ที่ใช้ร่วมกันมีความปลอดภัยน้อยที่สุด สำหรับคอมพิวเตอร์ไร้สายและจุดเข้าใช้งานแบบไร้สายส่วนมาก คีย์สำหรับการรับรองความถูกต้องของคีย์ที่ใช้ร่วมกันคือคีย์เดียวกันกับคีย์การเข้ารหัสลับ WEP แบบคงที่ ซึ่งคุณใช้เพื่อรักษาความปลอดภัยเครือข่ายของคุณ ผู้ใช้ที่ประสงค์ร้ายที่จับข้อความสำหรับการรับรองความถูกต้องของคีย์ที่ใช้ร่วมกันที่ทำงานเสร็จสมบูรณ์ได้สามารถใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์เพื่อกำหนดคีย์สำหรับการรับรองความถูกต้องของคีย์ที่ใช้ร่วมกัน แล้วกำหนดคีย์การเข้ารหัสลับ WEP แบบคงที่ได้ หลังจากกำหนดคีย์การเข้ารหัสลับ WEP แล้ว ผู้ใช้ที่ประสงค์ร้ายสามารถเข้าถึงเครือข่ายของคุณแบบเต็มที่ ด้วยเหตุผลนี้ Windows รุ่นนี้จึงไม่สนับสนุนการติดตั้งเครือข่ายโดยใช้การรับรองความถูกต้องของคีย์ที่ใช้ร่วมกันของ WEP โดยอัตโนมัติ
    แม้จะมีคำเตือนเหล่านี้ แต่ถ้าคุณยังต้องการใช้การรับรองความถูกต้องของคีย์ที่ใช้ร่วมกันของ WEP คุณก็สามารถทำได้ด้วยการทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

    เมื่อต้องการสร้างโพรไฟล์เครือข่ายด้วยตนเองโดยใช้การรับรองความถูกต้องของคีย์ที่ใช้ร่วมกันของ WEP

    1. เปิด 'ศูนย์เครือข่ายและการใช้ร่วมกัน' ด้วยการคลิกปุ่ม เริ่มรูปภาพของปุ่ม 'เริ่ม' แล้วคลิก แผงควบคุม ในกล่องค้นหา ให้พิมพ์ เครือข่าย แล้วคลิก ศูนย์เครือข่ายและการใช้ร่วมกัน
    2. คลิก ติดตั้งการเชื่อมต่อหรือเครือข่ายใหม่
    3. คลิก เชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายด้วยตนเอง แล้วคลิก ถัดไป
    4. บนหน้า ใส่ข้อมูลสำหรับเครือข่ายไร้สายที่คุณต้องการเพิ่ม ภายใต้ ชนิดความปลอดภัย ให้เลือก WEP
    5. ทำส่วนที่เหลือของหน้าให้สมบูรณ์ แล้วคลิก ถัดไป
    6. คลิก เปลี่ยนแปลงการตั้งค่าการเชื่อมต่อ
    7. คลิกแท็บ ความปลอดภัย จากนั้น ภายใต้ ชนิดความปลอดภัย ให้คลิก ใช้ร่วมกัน
    8. คลิก ตกลง แล้วคลิก ปิด